จะสื่อสารกับ AI ต้อง Empathy มันก่อน
พอมีนิสัย UX อยากคุยกับใครก็ต้องเข้าใจมันก่อน พอจะคุยกับ AI ก็อยากจะเข้าใจมันเหมือนกัน 😅
เราต้องรู้ว่าถึง AI จะตอบได้คล้ายคน แต่มันก็ไม่ได้มีกระบวนการคิดเหมือนคน (แม้ว่าจะคล้ายมากๆๆๆ แล้วก็ตาม) โดยพื้นฐานแล้วมันคือการเดาคำถัดไป ผ่านการอ่านประโยคจำนวนมาก โดยมันไม่ได้เรียนรู้เป็นคำๆ แต่เรียนรู้เป็นประโยค และเป็นย่อหน้าด้วย
มันรู้ด้วยว่าคำว่า “บ้าน” มันมีความหมายทำนองไหน (~ทิศทางของ vector) แล้วถ้ารวมกับคำอื่นเช่น “บ้านพ่อ” มันจะมีความหมายประมาณไหนได้บ้าง และพอรวมกับคำว่า “บ้านพ่อมึง” มันก็จะประมาณทำนองของความหมายได้ จากนั้นมันก็เดาได้ว่า ถ้าเริ่มต้นด้วยคำว่า “บ้านพ่อมึง” คำถัดไปมีโอกาสสูงมากที่จะใช้คำว่า “สิ”
รวมถึงมันรู้ว่า “บ้านพ่อมึงสิ” “มึงคิดไปเอง” หรือ “ฝันไปเถอะ” มีความหมายไปในทำนองเดียวกัน ทำให้เรารู้สึกเหมือนว่า AI มันรู้ความหมาย แต่จริงๆ มันรู้แค่ว่าอะไรมีความหมายทำนองเดียวกัน เท่านั้น
ด้วยความที่ความที่ AI มันเก่งแค่ “การเชื่อมโยงความหมาย” ดังนั้นมันจึงมีงานที่มันถนัดมากๆ และงานที่มันไม่ถนัดเลย
การทำงานของ AI vs สมอง

ผมมองว่าถ้าแบ่งการทำงานของสมองเป็น 3 อย่าง การคิด, การคำนวณ และการจำ สิ่งที่ AI ทำมันคือส่วนของการจำเท่านั้น ผมหมายถึงแบบนี้
💭 การคิด
หมายถึงการวิเคราะห์ว่าอะไรคือปัญหา และวิเคราะห์ว่าอะไรเป็นคำตอบ อย่างเป็นเหตุเป็นผล — เป็นสิ่งที่มนุษย์ทำได้ดี
🔢 การคำนวณ
หรือจะเรียกกว่าเป็นการคิดตามลำดับขั้นก็ได้ (Procedural) รู้ว่าถ้าทำตรงนี้เสร็จต้องทำอะไรต่อ หรือถ้าเงื่อนไขเป็นแบบนี้ต้องเลือกทำอะไรต่อ คิดถึงตอนเราแสดงวิธีหารในกระดาษดูครับ — นี่เป็นสิ่งที่ Computer ทั่วไปทำงานได้ดี
🧠 การจำ
มันไม่ใช่แค่การบันทึก และรวมถึงการเรียกใช้ของที่จำไว้แล้วด้วย ต้องสามารถเชื่อมโยงของคล้ายกันได้ด้วย ยิ่งมีตัวเชื่อมโยงเยอะ เราก็จะยิ่งดึงข้อมูลได้เร็วและตรงมากขึ้น — นี่ละสิ่งที่ AI ได้ดีมากๆ
ลองนึกถึงว่าถ้าวินาทีนี้ผมพูดคำว่า “บ้าน” ในหัวของเรามีอะไรผุดขึ้นมาบ้าง ถ้าเป็น AI ของที่มัน Load ขึ้นมาจะมากกว่าเราได้มากๆๆๆๆ
ถ้าจะสื่อสารกับ AI ต้องจำไว้ว่าโดยพื้นฐานแล้วมันทำ การคิด และการคำนวณ ได้แย่มาก ในขณะเดียวกันมันจัดการความจำได้แบบสุดยอด
อย่าคาดหวังให้มันคิดแทนเรา 🤔
สมมติว่าเราอยากให้มันช่วยเราออกแบบบทเรียน เพื่อให้เราเอาไปสอนในชั้นเรียน เราไม่สามารถบอกมันเฉยๆ ว่า “ช่วยออกแบบบทเรียนการสอน UX” ให้หน่อยเพราะมันจะไม่วิเคราะห์ว่าเราอยากแก้ปัญหาอะไร มันแค่ไปค้นว่าบทเรียนการสอน UX ที่มันรู้จักมีอะไรบ้าง แล้วก็เอาของเหล่านั้นมาเรียงเป็นประโยคให้เรา
มันจะไม่ถามเราว่า “เอาไปสอนใคร” “คนกลุ่มนั้นมีปัญหาอะไร” “มีเวลาในการสอนเท่าไหร” “สิ่งสำคัญที่อยากเน้นคืออะไร” เพราะมันไม่ได้สนใจ มันเป็นแค่โปรแกรมต่อคำ
เราต้องใช้ความสามารถของมนุษย์ในการกำหนด Problems หรือถ้านึกไม่ออกว่าจะมีปัญหาอะไรที่ต้องคิดก่อนบ้าง เราจะถาม AI ก็ได้ เช่น “ต้องรู้อะไรก่อนจึงจะสอนวิชา UX ให้คนได้ประโยชน์ที่สุด” เจ้า AI ก็จะไปเชื่อมโยงข้อมูลที่มันจำไว้ว่ามีอะไรที่เกี่ยวกับ “การสอน UX” “การสอนให้ได้ประโยชน์สูงสุง” “การสอนต้องรู้อะไรก่อน” และอื่นๆ อีกมากมายที่เกี่ยวข้อง แล้วก็เอามาต่อประโยคเป็นคำตอบให้เรา
🎯 มีอะไรบ้างที่เรามักต้องคิดเองก่อน
- บริบทของปัญหา เช่น เราจะไปสอนใคร, เวลาในการสอน, อยากเน้นเรื่องอะไร เป็นต้น ยิ่งเฉพาะเจาะจงลงไปได้มากเท่าไหรก็ยิ่งดี
- ใครเป็นคนตอบ เช่น ถ้าเป็น UX Consultant จะแนะนำเรื่อง… ถ้า UX Lead ถ้าเป็นครูสอนเด็กปฐม แต่ละคนก็จะมีรูปแบบการแนะนำไม่เหมือนกัน
- เอาคำตอบไปทำอะไร เช่น นำไปใช้ในการสอนในห้องเรียน นำไปใช้ในการพูดหน้าห้อง นำไปใช้สรุปให้ผู้บริหาร คำตอบทั้ง 3 ก็จะไม่เหมือนกัน
ตัวอย่างเปรียบเทียบ
❌ คำถามที่ไม่ดี:
“ช่วยออกแบบบทเรียนการสอน UX ให้หน่อย”
AI ก็จะดึงข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับ UX มาเรียงเป็นหัวข้อ เช่น อธิบายว่า UX คืออะไร, กระบวนการทำ UX, และเทคนิคการวิจัยผู้ใช้ แต่เนื้อหาเหล่านี้อาจไม่สอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริงของเรา
✅ คำถามที่ดีกว่า:
“สมติว่าคุณเป็นอาจารย์ที่เชียวชาญด้าน UX — ช่วยออกแบบบทเรียนการสอน UX สำหรับนักเรียนปริญญาโทที่มีพื้นฐาน UX อยู่แล้ว โดยเน้นการพัฒนาทักษะการทำ User Research เช่น การสัมภาษณ์ การสังเกตพฤติกรรม และการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อเตรียมนักเรียนให้พร้อมสำหรับการทำโปรเจกต์วิจัยปลายภาค — บทเรียนนี้มีเวลาเรียน 3 ชั่วโมง และต้องการให้มีกิจกรรมเวิร์คชอปสำหรับสร้าง Persona และ User Journey ในระหว่างการเรียน”
แบบนี้ก็จะทำให้ AI รู้บริบทของปัญหา รู้ว่าอยากให้ตอบจากมุมไหน และรู้ว่าเราจะเอาคำตอบไปทำอะไร
นอกจากนั้น เราสามารถเริ่มจากการตั้งคำถามกับ AI เพื่อกระตุ้นไอเดียของตัวเองก็ได้นะครับ เช่น ถาม AI ว่า “ต้องรู้อะไรก่อนถึงจะสอน UX ให้นักเรียนเข้าใจ?” AI ก็จะรวบรวมข้อมูลมาให้ เช่น “ต้องเข้าใจพื้นฐานการวิจัยผู้ใช้”, “ทักษะการทำ Persona และ Journey Mapping” แต่ AI ก็ยังขาดความเข้าใจที่ละเอียดว่าเนื้อหาควรมีลำดับการเรียนรู้อย่างไรบ้างอยู่ดี ก็เป็นหน้าที่ของเราครับ
การคิดใน Problems Space และ Solution Space เป็นของที่มนุษย์ควรทำได้ดีและวินาทีนี้เราควรฝึกฝนเรื่องนี้ให้เข้มข้นยิ่งกว่าช่วงไหนๆ
สูตร Prompt ที่ใช้ได้ผล
[Role] + [Context] + [Task] + [Format] + [Constraints]
อย่าคาดหวังคำตอบที่ถูกต้อง 🤫
เนื่องจากมันคิดเป็นลำดับไม่ได้เลย ดังนั้นเวลาที่มันจะทบทวนคำตอบ คำนวณเลข แก้สมการ มันจึงทำได้แค่ไปค้นว่ามีคำตอบเหล่านั้นอยู่แล้วหรือเปล่า ถ้ามีก็ดึงมา ถ้าไม่มีก็ดึงเอาคำตอบใกล้ๆ มาตอบ ดังนั้นโอกาสตอบผิดจึงสูงมาก
แต่!!! เนื่องจากการคิดเป็นลำดับเป็นเรื่องที่โปรแกรมคอมพิวเตอร์ทำได้ดีมาตลอด ดังนั้นนักพัฒนา AI หลายทีมจึงให้ AI ทำงานร่วมกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์อื่นๆ เช่น ให้ AI เป็นคนดึงสมการขึ้นมา ส่วนการคำนวณนั้นจะไปใช้อีกโปรแกรมเครื่องคิดเลข
บางทีมก็จะให้ AI สร้างลำดับการทำงานที่ควรทำขึ้นมาก่อน แล้วค่อยมีอีกโปรแกรมนึงมาสั่ง AI ให้ทำตามลำดับที่ตัวเองเพิ่งสือสารสร้างขึ้นมาอีกที
ตัวอย่างการแก้ปัญหา
ลองนึกภาพว่าถ้าเราถาม AI ว่า “ตอนนี้มีหูฟังอยู่ในสต็อกกี่ชิ้น?” AI อาจตอบจากข้อมูลที่คล้ายกันในประวัติการสนทนา เช่น ดึงคำตอบว่า “สินค้ายังมีในสต็อก” โดยไม่ได้ให้ตัวเลขที่ถูกต้อง
เพื่อแก้ปัญหานี้ นักพัฒนาอาจเชื่อม AI กับระบบจัดการสต็อกสินค้า เมื่อมีคำถามเกี่ยวกับจำนวนสินค้าคงคลัง AI จะระบุประเภทของคำถามว่าเกี่ยวกับ “จำนวนสินค้าคงคลัง” และส่งคำถามไปที่ระบบสต๊อกสินค้าซึ่งจะทำการดึงข้อมูลสต็อกของสินค้าแล้วส่งตัวเลขกลับมาให้ AI เช่น “มีอยู่ 24 ชิ้นในสต็อก” แล้ว AI ก็จะตอบผู้ใช้ด้วยข้อมูลที่ถูกต้องตามจริง
ดังนั้นในฐานะนักออกแบบ ถ้าตอนไหนที่เราต้องการแก้ปัญหาอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ก็ไม่ต้องไปใช้ AI ครับ ใช้การเขียนโปรแกรมธรรมดาดีที่สุด แล้วค่อยให้โปรแกรมนั้นไปเรียกใช้ AI เอง หรือไม่ก็ให้ AI ไปเรียกโปรแกรม
ข้อควรระวังเมื่อใช้ AI
อย่าเชื่อคำตอบตัวเลขจาก AI 100% ให้ตรวจสอบอีกรอบเสมอ เพราะ ข้อมูลที่ AI ให้อาจล้าสมัย และ AI อาจ “มั่ว” ได้ แต่มั่วด้วยความมั่นใจด้วย
สรุป
ในฐานะ UX Designer เราคือผู้เชี่ยวชาญในการทำความเข้าใจผู้อื่น เราฝึกฝนการมองโลกผ่านมุมมองของคนที่แตกต่าง เราเรียนรู้ที่จะเข้าใจข้อจำกัด ความต้องการ และความคาดหวังของผู้ใช้ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับพวกเขา
และนี่คือจุดแข็งของเรา 💪
เมื่อ AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องมือในการทำงาน เราไม่จำเป็นต้องกลัวหรือปฏิเสธมัน เพราะเราเข้าใจดีว่าทุกอย่างมีปัญหาของมัน มีข้อจำกัด มีจุดแข็ง และมีจุดอ่อน เช่นเดียวกับที่เราเคยทำความเข้าใจผู้ใช้ วันนี้เราแค่ต้องทำความเข้าใจ AI ในฐานะ “ผู้ช่วย” อีกคนหนึ่ง
- AI อาจจะจำได้มากกว่าเรา แต่มันคิดได้น้อยกว่าเรามาก
- มันอาจจะตอบได้เร็วกว่าเรา แต่มันเข้าใจปัญหาได้ตื้นกว่าเรามาก
- มันอาจจะรู้ข้อมูลมากมาย แต่มันไม่มีวันเข้าใจความรู้สึกของผู้ใช้ได้ลึกซึ้งเท่าเรา
เมื่อเรารู้จักธรรมชาติของ AI แล้ว เราก็จะรู้ว่าควรใช้มันอย่างไร ให้มันช่วยเราในสิ่งที่มันถนัด และปล่อยให้เราโฟกัสกับสิ่งที่เราทำได้ดีที่สุด นั่นคือการเข้าใจมนุษย์ การออกแบบประสบการณ์ และการแก้ปัญหาที่แท้จริงให้กับผู้ใช้
✨ ยุคของ AI ไม่ใช่ยุคที่เราต้องแข่งกับมัน แต่เป็นยุคที่เราจะได้เป็นตัวเองในแบบที่ดีที่สุด — เป็น UX Designer ที่เข้าใจทั้งเทคโนโลยีและมนุษย์ เพื่อสร้างโลกที่ดีขึ้นสำหรับทุกคน 🥰
Comments