4 เทคนิคในการตั้งคำถาม ให้ AI ตอบได้ตรงใจ

• AI, Product Development
Prompt Engineering Role Prompting Comparative Prompting Reverse Prompting Chain Of Thought
4 เทคนิคในการตั้งคำถาม ให้ AI ตอบได้ตรงใจ

จากบทความที่แล้วที่บอกว่า AI มันคิดไม่เป็น แต่มันจำเก่งและมันดึงของที่เกี่ยวกันออกมาได้ดีสุดๆ

👉 จะสื่อสารกับ AI ต้อง Empathy มันก่อน

พอเราเข้าใจเครื่องมือ ก็มาดูวิธีใช้เครื่องมือกันครับ ผมคัดเทคนิคที่ใช้ประจำมา 4 ตัวครับ

จริงๆ มีเทคนิคที่อ่านมาเยอะมาก เพราะช่วงนี้ทำตัวเป็น Prompt Engineer อยู่ด้วย มีงานที่ต้องปรับจูนตัว Chat bot สำหรับขายของ และ Bot สำหรับการตอบคำถามวิชาการด้วย แต่คัดมาเฉพาะที่ใช้งานประจำวันจริงๆ มาได้ 4 ตัว

เอามาเรียงลำดับตามความบ่อยในการใช้งานละกันครับ


🥸 Role Prompting

อันนี้คือการกำหนดบทบาทให้กับ AI ก่อนที่จะสั่งให้มันตอบ เช่น “สมมติว่าคุณเป็นนักจิตวิทยาเด็ก ….” หรือ “สมมติว่าคุณเป็นแม่ที่รู้เรื่องการดูแลลูกเป็นอย่างดี….” คำตอบที่ได้จากสองคนนี้ก็จะออกมาไม่เหมือนกัน

คำตอบของนักจิตวิทยาก็จะมีความเป็นวิชาการ มีหลักเหตุผล และอาจจะย่อยยาก หรือเอาไปทำต่อเองได้ยาก แต่ถ้าเป็นคำตอบของคุณแม่ก็จะมีความเป็นไปได้ที่จะเอาไปทำเองมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็อาจจะไม่ได้อธิบายหลักการ หรือบางทีคำตอบอาจจะเป็นแค่ความเชื่อ ก็ได้

แต่ถ้าเราไม่กำหนดเลย AI มันก็จะมั่วๆ เอาเง คำตอบไหนที่มันมีเยอะ มันก็จะเอามาตอบให้

ลองมาดูตัวอย่างนะครับ เริ่มจากนักจิตวิทยาเด็กก่อน

แต่ถ้าเราไม่กำหนด Role เลย AI มันก็จะมั่วๆ เอาเง คำตอบไหนที่มันมีเยอะ มันก็จะเอามาตอบให้

ตัวอย่างที่ 1: นักจิตวิทยาเด็ก

คำถาม: สมมติว่าคุณเป็นนักจิตวิทยาเด็ก ถ้าเด็กถามว่ากินฉี่ได้มั๊ย แม่ควรตอบว่าอะไร

🧑‍⚕️ คำตอบ: ในฐานะนักจิตวิทยาเด็ก ผมขอแนะนำวิธีตอบคำถามนี้ดังนี้:

  1. ตอบด้วยท่าทีสงบ ไม่ตกใจหรือแสดงความรังเกียจ เพราะนี่เป็นคำถามที่มาจากความอยากรู้อยากเห็นตามธรรมชาติของเด็ก อธิบายง่ายๆ ว่า:

“ฉี่เป็นของเสียที่ร่างกายไม่ต้องการแล้ว เราจึงไม่ควรกินนะลูก มันอาจทำให้เราป่วยได้ ถ้าหนูหิวน้ำ เรามีน้ำสะอาดให้ดื่มนะ”

  1. ชวนคุยต่อเพื่อให้ความรู้เพิ่มเติม เช่น:…

ตัวอย่างที่ 2: คุณแม่

คำถาม: สมมติว่าคุณเป็นแม่ ถ้าเด็กถามว่ากินฉี่ได้มั๊ย แม่ควรตอบว่าอะไร

👩‍🦰 คำตอบ: ถ้าเด็กถามคำถามแบบนี้ ควรตอบด้วยความใจเย็นและให้ความรู้ที่เหมาะสม โดยอาจตอบว่า:

“ไม่ได้จ้า ฉี่เป็นของเสียที่ร่างกายขับออกมา มันมีสารพิษที่ร่างกายไม่ต้องการแล้ว ถ้ากินเข้าไปจะทำให้ไม่สบายได้ เราควรกินแต่น้ำสะอาดที่ดื่มได้นะลูก”

จากนั้นอาจชวนคุยต่อว่า:…

ตัวอย่างที่ 3: ไม่กำหนด Role

คำถาม: ถ้าเด็กถามว่ากินฉี่ได้มั๊ย แม่ควรตอบว่าอะไร

🤖 คำตอบ: ผมขอแนะนำวิธีตอบที่เหมาะสมสำหรับเด็ก ดังนี้:

“ลูกจ๋า ปัสสาวะคือของเสียที่ร่างกายต้องกำจัดออก มันมีสารพิษที่ร่างกายไม่ต้องการแล้ว ถ้ากินเข้าไปจะทำให้เราไม่สบาย เราต้องดื่มน้ำสะอาดแทนนะคะ/ครับ”

การตอบแบบนี้มีข้อดีคือ:…

จะเห็นว่าแต่ละคน แนะนำข้อความที่แม่จะเอาไปพูดไม่เหมือนกัน ดังนั้นอยากได้ข้อความจากใครก็ให้ลองบอก AI ไปก่อน มันจะได้ให้น้ำหนักกับข้อความต่างๆ ได้ถูกต้องก่อนที่จะเอามาเรียบเรียงให้เรา


🙌 Comparative Prompting

เป็นเทคนิคที่ขอให้ AI ช่วยเปรียบเทียบหรือวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างของสองอย่าง หรือจะระหว่างแนวคิด, ผลิตภัณฑ์, หรือสถานการณ์ต่างๆ ก็ได้

มันทำเรื่องเปรียบเทียบได้ดีมากๆๆ เพราะมันเห็นบริบทในหัวมันมากมาย และงานเปรียบเทียบความหมาย คือหน้าที่หลักของมันอยู่แล้ว

วิธีการใช้ก็ง่ายมาก แค่ใส่คำว่า “เปรียบเทียบ” ลงไป หรือจะเติมคำว่า “วิเคราะห์” ไปด้วยก็ได้ครับ แล้วตอนจบก็ให้ใส่คำว่า “แสดงผลการเปรียบเทียบในรูปแบบตาราง” เจ้า AI ก็จะจัดการเปรียบเทียบมาให้เราอ่านได้ง่ายๆ เลย

ตัวอย่าง

คำถาม: “เปรียบเทียบและวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างการเรียนภาษาต่างประเทศแบบออนไลน์กับการเรียนในชั้นเรียนแบบดั้งเดิม โดยพิจารณาในด้านประสิทธิภาพการเรียนรู้, ความยืดหยุ่น, การมีปฏิสัมพันธ์, และค่าใช้จ่าย แสดงผลการเปรียบเทียบในรูปแบบตาราง”

คำตอบ:

ปัจจัยการเรียนออนไลน์การเรียนในชั้นเรียนแบบดั้งเดิม
ประสิทธิภาพการเรียนรู้• สามารถเรียนซ้ำได้
• มีสื่อการเรียนที่หลากหลาย
• อาจขาดการฝึกพูดแบบทันที
• มีการโต้ตอบแบบทันที
• ได้รับการแก้ไขจากครูโดยตรง
• อาจจำกัดด้วยเวลาเรียน
ความยืดหยุ่น• เรียนได้ทุกที่ทุกเวลา
• ปรับความเร็วการเรียนได้
• มีตารางเรียนที่แน่นอน
• ต้องเดินทางไปสถานที่เรียน
การมีปฏิสัมพันธ์• อาจมีข้อจำกัดในการพูดคุยแบบทันที
• มีช่องทางการสื่อสารหลากหลาย
• มีปฏิสัมพันธ์โดยตรงกับครูและเพื่อนร่วมชั้น
• เอื้อต่อการฝึกสนทนา
ค่าใช้จ่าย• มักมีค่าใช้จ่ายต่ำกว่า
• ไม่มีค่าเดินทาง
• มีตัวเลือกหลากหลายราคา
• อาจมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า
• มีค่าเดินทางและอุปกรณ์การเรียน

ผมจะใช้ให้มันเปรียบเทียบบ่อยมากๆ โดยเฉพาะตอนที่ไม่แน่ใจว่าควรเลือกอะไรดี การที่ได้เห็นมุมมองหลายๆ มุม ช่วยให้ลด Bias ในใจได้มาก แล้วที่สำคัญคือตอนที่เห็นเป็นตาราง มันทำให้เข้าใจได้เร็วมากๆ


😋 Reverse Prompting

มันคือเทคนิคที่เราขอให้ AI เขียน Prompt แทนเรา

เทคนิคนี้ทรงพลังสุดๆ ครับ คือบางทีเราก็ไม่แน่ใจว่าต้องถามมันอย่างไร แล้วถ้าเราเรียงประโยคไปมั่วๆ คำตอบที่ได้มันก็จะเพี้ยนๆ ไปด้วย

แทนที่เราจะรีบให้มันคิดคำตอบเลย เราให้มันช่วยเรียงคำถามให้ดีๆ ก่อน จะได้ดูได้ด้วยว่าที่เราถามไปมันเข้าใจหรือเปล่า

จากนั้นก็ปรับแต่ง Prompt ที่มันให้มาให้ตรงกับใจเรามากขึ้น แล้วค่อยเอากลับไปถามมันอีกที วิธีนี้ช่วยประหยัดเวลาเรียบเรียงประโยคมากๆ (โดยเฉพาะผมที่ไม่เชียวชาญประโยคภาษาอังกฤษ แต่ก็รู้ว่า AI มันตอบคำถามภาษาอังกฤษได้ดีกว่าภาษาไทย 😅)

ตัวอย่างที่ 1: Haiku

คำถาม: “สร้าง prompt ที่จะทำให้ AI เขียนบทกวีสั้นๆ เกี่ยวกับฤดูใบไม้ร่วงในรูปแบบ haiku”

🤖 คำตอบ:

นี่คือ prompt ที่จะทำให้ AI เขียนบทกวี haiku เกี่ยวกับฤดูใบไม้ร่วง:

“เขียนบทกวี haiku เกี่ยวกับฤดูใบไม้ร่วง โดยปฏิบัติตามกฎต่อไปนี้:

  • ใช้รูปแบบ 5–7–5 พยางค์ในแต่ละบรรทัดตามลำดับ
  • ใช้ภาพพจน์ที่เกี่ยวข้องกับฤดูใบไม้ร่วง เช่น ใบไม้เปลี่ยนสี, ลมเย็น, หรือการเก็บเกี่ยว
  • พยายามสื่อถึงความรู้สึกหรืออารมณ์ที่เกี่ยวข้องกับฤดูกาลนี้
  • ใช้คำที่กระชับและมีความหมายลึกซึ้ง”

ตัวอย่างที่ 2: วิเคราะห์ตัวเอง

คำถาม: “ผมอยากรู้ว่าตัวผมเองเป็นคนนิสัยอย่างไร โดยอยากให้ช่วยไปค้น internet เกี่ยวกับตัวผมให้หน่อย แล้วดูว่าจากที่คนอื่นเห็นผมทาง internet เค้าจะมองว่าผมเป็นคนอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นมุมของเรื่องงาน เรื่องส่วนตัว หรือนิสัยใจคอ

อยากใช้ช่วยคิด Prompt ให้หน่อย เพื่อเอาไปใส่ให้ ChatGPT

ขอให้เป็น Prompt มีประสิทธิภาพที่สุด คาดหวังผลได้มากที่สุด (เป็นภาษาอังกฤษ)”

🤖 คำตอบ:

I’d like to understand how I’m perceived online. Please:

  1. Search and analyze my digital footprint across: — Social media profiles and interactions — Professional networks (LinkedIn, etc.) — Public forums and comments — Any published work or content — News mentions if available

  2. Provide a comprehensive analysis of: — Professional reputation and work style — Personal characteristics and behavioral patterns …

งานของมนุษย์ก็คือกำหนดโจทย์ที่ตัวเองอยากรู้ให้ชัดๆ เข้าใจให้ได้ว่าตัวเองอยากได้อะไร แล้วจะให้มันช่วยคิด Prompt ให้ก็ยังได้ครับ (แล้วมันก็ทำได้ดีซะด้วยครับ)


🍭 Chain-of-Thought Prompting

เป็นเทคนิคที่บังคับให้ AI มันกำหนดทิศทางการตอบก่อนที่มันจะเลือกคำตอบออกมา ซึ่งจริงๆ ก็แอบคล้ายเทคนิค Reverse Prompting อยู่เหมือนกันครับ ดังนั้นส่วนมากแล้วผมจะใช้ท่า Reverse Prompting มากกว่าเพื่อจะได้ตรวจก่อนว่าขั้นตอนที่มันคิดมานั้นตรงกับใจผมหรือเปล่า

แล้วไปใช้เทคนิคนี้ตอนไหน!!

ผมใช้เทคนิคนี้กับ Prompt ที่ต้องการเอากลับมาใช้หลายๆ รอบ หรือกรณีที่เราเอามา customise ทุกครั้งที่จะใช้ไม่ได้ เช่น Prompt ช่วยคำนวณ หรือ Prompt สอนการบ้านลูก หรือ Prompt template ที่ต้องเอาไปใส่ในโปรแกรม

พอเราบังคับให้ AI แสดงกระบวนการคิดเป็นขั้นตอน การที่ผลลัพธ์มันจะออกนอกลู่นอกทางก็จะยากขึ้น เพราะการตอบส่วนต้นของมันจะช่วยให้ส่วนท้ายมีตัวเลือกน้อยลง ตรงประเด็นมากขึ้นครับ

ตัวอย่างที่ 1: คำนวณ

🧑‍💼 คำถาม: “คำนวณผลลัพธ์ของ (17 × 24) — (13 × 12) โดยแสดงวิธีทำเป็นขั้นตอน”

🤖 คำตอบ:

  1. คำนวณ 17 × 24: 17 × 24 = 408
  2. คำนวณ 13 × 12: 13 × 12 = 156
  3. ลบผลลัพธ์ทั้งสอง: 408–156 = 252

ดังนั้น ผลลัพธ์สุดท้ายคือ 252

หมายเหตุ: เอาจริงๆ ก็ไม่ควรให้ AI มันคำนวณเลขนะ มันทำได้แย่มากเลย ไปเปิด wolframalpha.com เอาเลยดีกว่า

ตัวอย่างที่ 2: สรุปบทความ

🧑‍💼 คำถาม: “สรุปบทความนี้ให้หน่อย “https://medium.com/odds-team/one-or-single-department-e525fef8a3d4” ช่วยคิดแบบเป็นขั้นเป็นตอน มีการสรุปแต่ละ Paragraph ก่อนที่จะเขียนสรุปด้วย”

🤖 คำตอบ:

บทความ “One or Single Department” โดย RuufimoN ใน odds.team เล่าถึงประสบการณ์ของทีม ODDS ในการสร้างโครงสร้างองค์กรที่มีเพียงแผนกเดียวคือ “Software Delivery Department” เพื่อมุ่งเน้นการพัฒนาซอฟต์แวร์อย่างเต็มที่

สรุปแต่ละย่อหน้า:

  1. ย่อหน้าแรก: ผู้เขียนกล่าวถึงการบรรยายในงาน Agile Tour Bangkok 2020 เรื่อง “The ODDS Experiment” ซึ่งเป็นการเล่าถึงเหตุผลที่ทีม ODDS เลือกเส้นทางนี้…

พอสรุปครบทุกย่อหน้าแล้วมันค่อยสรุปตัวบทความอีกทีทำให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนกว่า หรือจะบอกให้มันเขียน key take away ก่อนสรุปก็ได้นะ แบบนี้ก็จะป้องกันความเพี้ยนได้มากกว่าครับ


สรุป

ในฐานะ UX Designer เราคือผู้เชี่ยวชาญด้านการเล่าเรื่องครับ เราเข้าใจว่าทุกองค์ประกอบมีความหมาย ผู้ใช้แต่ละคนมีวิธีแปลภาษาของตัวเอง ถ้าเรารู้ใจเขาเราถึงจะสื่อสารได้ตรงใจเรา

แน่นอนว่าการสื่อสารกับ AI ก็ไม่ต่างกัน เราต้องออกแบบ User Flow ที่ดี เราต้องเข้าใจว่าผู้ใช้ (ในที่นี้คือ AI) ว่าต้องการข้อมูลอะไรบ้างเพื่อที่จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราต้องรู้ว่าควรจะเล่าเรื่องอย่างไร ให้ AI รู้ว่าเราอยากได้อะไร

ทักษะที่เรามีในฐานะ UX Designer การเล่าเรื่อง การเข้าใจบริบท การมองเห็นภาพรวม และการใส่ใจในรายละเอียด ทั้งหมดนี้คือพื้นฐานที่ดีในการสื่อสารกับ AI แล้ว เพียงแต่เราต้องปรับมุมมองนิดหน่อย จากการออกแบบเพื่อมนุษย์ มาเป็นการออกแบบการสื่อสารกับ AI

เมื่อคุณเข้าใจหลักการพื้นฐานเหล่านี้ การใช้เทคนิคต่างๆ ที่แนะนำไปก็จะเป็นเรื่องธรรมชาติ เพราะมันคือการเล่าเรื่องในอีกรูปแบบหนึ่ง เรื่องที่ชัดเจน มีโครงสร้าง และมีเป้าหมาย

ขอให้สนุกกับการเล่าเรื่องให้ AI ฟัง และอย่าลืมว่า เรื่องราวที่ดีย่อมนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีเช่นกันครับ 🎯

Comments