JIT vs JIC: บทเรียนการจัดการสต็อกข้าวจากดีเบตคุณศิริกัญญา-คุณศุภจี
เห็นโพสต์เรื่องดีเบตสต็อกข้าวของ คุณไหม (ศิริกัญญา) กับ คุณตุ้ม (ศุภจี) แล้วน่าสนใจมากครับ!
หลายคนอาจจะมองว่าใครชนะ ใครแพ้ แต่ในมุมมองของผม นี่ไม่ใช่เรื่องที่ใครผิดใครถูกครับ แต่มันคือ Classic Case Study ของการบริหารจัดการที่มี “บริบท” ต่างกัน…
ถ้าถอดหมวกการเมืองออก แล้วสวมหมวกคนทำงานบริหาร เราจะเห็นการปะทะกันของ 2 ปรัชญาที่น่าสนใจมากๆ คือ Just-in-Time (JIT) กับ Just-in-Case (JIC) ครับ
มุมมองของคุณศิริกัญญา ไม่ต้องบังคับสต็อก (Just-in-Time)
ทำไมต้อง JIT? นะ ก็เพราะการบังคับให้ SMEs ที่ทำข้าวเกรดนี้ต้องเก็บสต็อก 100-500 ตัน คือการ “ฆ่าตัวตาย” ชัดๆ ครับ
-
ทุนจมโดยใช่เหตุ (เอาเงินไปทำ Branding ดีกว่า)
-
คุณภาพสินค้าแย่ลง (เก็บนาน = ไม่หอม)
-
ตลาดเปลี่ยนไว (วันนี้ฮิตไรซ์เบอร์รี่ พรุ่งนี้อาจจะฮิตกข.43) การตัวเบาทำให้ปรับตัวทันครับ
แนวคิดนี้เหมาะกับข้าวที่เน้นความสดใหม่ & คุณภาพเฉพาะตัว กลุ่มน่าจะเหมาะกับ “ข้าวพรีเมียม / Niche Market” ครับ เช่น
🌾 ข้าวหอมมะลิเกรดพรีเมียม: หัวใจคือ “กลิ่นหอม” ครับ ยิ่งเก็บนาน กลิ่นยิ่งหาย (Quality Decay) ลูกค้ากลุ่มนี้ยอมจ่ายแพงเพื่อความสดใหม่ ไม่ใช่ของเก่าเก็บในโกดัง
🥗 ข้าวเพื่อสุขภาพ / ข้าวอินทรีย์ (Organic / Riceberry): ตลาดนี้ไม่ได้ใหญ่มหาศาล แต่ Margin สูง ลูกค้าซื้อเพราะเชื่อใจในแบรนด์และที่มา การสีข้าวใหม่ๆ แล้วแพ็คส่ง (Made to Order) จะได้คุณภาพดีที่สุด
มุมมองของคุณศุภจี ต้องมีสต็อก (Just-in-Case)
ทำไมต้อง JIC นะ? ก็เพราะว่าวอลุ่มมันใหญ่มากครับ ถ้าเราไม่มีของในโกดังเลย แล้วจู่ๆ มีออเดอร์เข้ามาระดับเรือลำใหญ่ เราจะวิ่งหาของไม่ทันแน่นอน การมีสต็อก (Buffer Stock) คือการการันตีกับโลกว่า “ประเทศไทยพร้อมส่ง” และช่วยพยุงราคาไม่ให้ผันผวนเกินไปเวลามีวิกฤต (เช่น อินเดียปิดอู่)
แนวคิดที่เน้นความมั่นคง & ปริมาณมหาศาล จึงเหมาะกับ “ข้าว Mass Market” หรือข้าวโภคภัณฑ์ทั่วไปครับ เช่น
🍚 ข้าวขาวทั่วไป (White Rice 5%, 25%): ตลาดนี้แข่งกันที่ “ราคา” และ “ความน่าเชื่อถือ” ครับ ลูกค้ามักเป็นรัฐบาลต่างชาติ (G2G) หรือผู้นำเข้ารายใหญ่ที่ซื้อทีละเป็นหมื่นๆ ตัน
🍚 ข้าวนึ่ง (Parboiled Rice): เป็นสินค้าที่เก็บได้นาน และลูกค้าในแถบแอฟริกาหรือตะวันออกกลางต้องการความมั่นใจว่า “มีของส่งแน่นอน”

ผมเชื่อว่าทางออกที่สวยงามที่สุดสำหรับประเทศไทย คือการใช้ Hybrid Policy ครับ
✅ รายใหญ่ (ส่งออกข้าวขาว): บังคับ JIC ไปเลย เพื่อความมั่นคงของชาติ และรักษาเครดิตประเทศ
✅ รายย่อย/SMEs (ส่งออกข้าวพรีเมียม): ปลดล็อกให้ใช้ JIT ได้ เพื่อให้เขาคล่องตัว สร้างมูลค่าเพิ่ม และแข่งขันด้วยคุณภาพความสดใหม่
เราไม่จำเป็นต้องเลือกวิธีเดียวครับ แต่ต้อง “เลือกวิธีให้ถูกกับจริตของสินค้า” ถ้าแยกแยะแบบนี้ได้ ผมว่าข้าวไทยไปได้ไกลกว่าเดิมแน่นอนครับ! 🇹🇭🚀
จริงๆ เราอาจจะไม่ต้องเลือกเลยครับ แค่เราต้องเลือกกลุ่มคนที่ไว้ใจได้เข้าไป เลือกแทนเราครับ
อยากบอกเพื่อนๆ หลายคนที่ไม่ชอบพรรคการเมืองใด พรรคการเมืองหนึ่ง ผมคิดว่าเราเปิดใจ รับฟังมุมมองที่แตกต่างกันได้จะเป็นเรื่องที่ดีครับ ให้เข้าใจว่าคนที่แย่จริงๆ ไม่ใช่คนคิดต่าง หรือคนที่ไม่พอใจกับคนอื่น หรือคนที่ไปด่าสถาบัน หรือแม้แต่คนที่ด่าพระ ด่าเด็ก หรือ พูดจาว่าร้ายคนอื่น
คนที่แย่จริงๆ คือคนโกง คนที่ซื้อเสียง คนที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองโดยไม่สนใจผลกระทบกับคนอื่น
การเลือกตั้งครั้งนี้ ลองดูคนที่เราไว้ใจ คนที่ไม่เลี้ยงคนโกง คนที่เห็นคนแย่ๆ แล้วไม่ปกป้อง คนที่กล้าพูดความจริง และคนที่ไม่หวั่นไหวต่ออำนาจเงินครับ
Comments