Figma กำลังปรับตัวไปทางไหน
เริ่มต้นตรงไปตรงมาว่า “เค้ารู้ตัว” !! เค้ารู้ว่าโลกนี้เปลี่ยนไปแล้ว จากเดิมที่การสร้างหน้าจอก่อน แล้วค่อยเขียนโค้ดตาม เป็นเรื่องที่คุ้มค่าที่สุด เพราะค่าเขียนโค้ดมันแพงกว่าการออกแบบมาก แต่ตอนนี้ค่าเขียนโค้ดมันถูกลงมากๆ โดยเฉพาะโค้ด Prototype ที่ยังไม่ต้องลง backend มันยิ่งทำได้เร็วและดีขึ้นไปอีก
คำถามคือแล้ว Figma เค้าจะปรับตัวอย่างไร!! วันนี้ไปเจอบทความของคุณ Yuhki Yamashita ซึ่งเป็น CPO (Chief Product Officer) ของ Figma เค้าเขียนบทความชื่อ “What matters when anyone can build” บอกเลยว่าอ่านแล้วประทับใจมาก และบทความนี้กำลังพูดถึงอนาคตของพวกเราทุกคน และทำให้เห็นอนาคตของ Figma เลยครับ
ก็เลยจะมาลองสรุปบทความนี้ แล้วก็ลองเดาทาง Figma ดูครับ

เริ่มจากหัวข้อหลักที่ Yuhki ชวนคิดคือ “ในยุคที่ใคร ๆ ก็สร้างโปรดักต์หรือกดเจนดีไซน์ขึ้นมาได้ด้วย AI ความเร็วในการปั้น Product ก็ไม่ใช่ข้อได้เปรียบในการแข่งขันอีกต่อไป” เมื่อก่อนใครทำเสร็จก่อน ส่งงานไวกว่า อาจจะเป็นผู้ชนะ แต่ในวันที่ AI ช่วยออกแบบ หรือเขียนโค้ดเสร็จในพริบตา สิ่งที่สำคัญกว่าไม่ใช่ “เราจะสร้างมันได้เร็วแค่ไหน” แต่กลายเป็น “อะไรคือสิ่งที่มีค่าพอให้เราสร้างขึ้นมาจริง ๆ” ต่างหาก 😍
Direction & Creftmanship
ผมจับใจความได้ว่าสุดท้ายแล้วหน้าที่หลักของเราก็จะกลายเป็นสองอย่างนี้ครับ:
-
Direction (การกำหนดทิศทาง): หน้าที่ของเราจะขยับไปสู่การเป็น “ผู้กำกับ” มากขึ้น แทนที่จะเป็นแค่คนลงมือทำ ที่คอยจัด Pixel Perfect คือเราต้องใช้ AI ในการเจนไอเดียหรือ Layout ออกมาหลาย ๆ แบบพร้อมกัน (Parallel Exploration) แล้วใช้ศักยภาพของมนุษย์ในการ เปรียบเทียบ คิดวิเคราะห์ และเลือกทิศทางที่ตอบโจทย์ เราต้องมองโครงสร้างข้อมูลให้ออก (Information Hierarchy) และมองพฤติกรรมผู้ใช้ และเป้าหมายทางธุรกิจ ให้ทะลุ
-
Craftmanship (ความประณีต): AI อาจจะเจนอะไรที่ ‘ดีพอใช้’ (Good enough) ออกมาได้ตามค่า Default แต่การจะทำโปรดักต์ให้มีความเป็นมนุษย์ มีเอกลักษณ์ มอบประสบการณ์ที่ประทับใจ ได้นั้น ต้องอาศัยการใส่ใจในรายละเอียด ขัดเกลา และใส่ใจในดีไซน์ ซึ่งเป็นงานที่ต้องการความประณีตจากมนุษย์อย่างมาก
แล้ว Figma กำลังจะปรับตัวไปทางไหน?
ผมเดาว่า Figma กำลังเปลี่ยนผ่านตัวเองจาก “เครื่องมือวาดหน้าจอ” ไปสู่ “Working Prototype Environment” คือกลายเป็นพื้นที่ทดลอง prototype ที่เราไม่ต้องไปเล่นกับของจริง หรือลง code จริง แต่กลับสามารถทดลองได้เห็นภาพมากขึ้น แทนที่จะข้ามจาก idea ไป Product เลย ก็จะช่วยให้การทำงานเชิงระบบมากขึ้น
Problems -> Idea -> Prototype -> Product -> Problems
Figma กำลังผลักดันเครื่องมืออย่าง Figma Design Agent หรือระบบที่เชื่อมต่อระหว่างดีไซน์กับโค้ด (Design-to-Code) ทำให้มันเกิด Loop ขึ้นจริงๆ ไม่ใช่ใช้รอบเดียวแล้วจบ
เป็นเครื่องมือที่ไม่ใช้แค่ทีม Design แต่ทุกคนในทีมสามารถสร้าง Prototype ได้ หรือให้ Designer มีส่วนร่วมในการเขียน code ด้วยก็ได้ มีการเชื่อม Variables กับใน Code มี Component Architecture ที่ชัดเจน ตั้งแต่เริ่มต้นกระบวนการ
(ผมเดานะ เป็นภาพฝัน)
สิ่งที่ทำอยู่
ตอนนี้เวลาที่ผม vibe code ก็สั่งสร้าง prototype อยู่แล้วนะ ไม่ได้รีบลง code ส่วน Business login หรือลง database จริงๆ แต่เน้นทำให้เห็นภาพออกมาก่อน อย่างในรูปนี้
อันนี้เป็นตัวอย่างที่ผมให้ AI ช่วยสร้าง Prototype ขึ้นมา แล้วผมพบว่าเวลาให้มัน Focus ที่ Prototype มันจะทำได้ดีมากๆ แล้วก็เป็นหน้าที่เราอีกที ที่ต้องตัดสินใจเลือกว่าจะเอา idea ไหนมาใช้ต่อ หรือจะปรับอะไรไปเป็นทางไหน
ใครสนใจ prompt สำหรับสร้าง prototype แบบมีกดเลือกๆ ได้แบบนี้ก็บอกได้เลยนะครับ
โอกาส
อยากชวนทุกคนคิดดูนะครับว่าที่ผ่านมาเราเสียเวลาชีวิตไปกี่ชั่วโมงกับการนั่งทำ Pixel Perfect, นั่งแก้ Padding/Margin ให้เท่ากัน, ต้องเปลี่ยนชื่อ layer ให้ตรง, ต้องสร้างสีให้ครบ และอีกมากมาย 😅 ยิ่งเป็น Perfectionist นี่ยาวเลย
ของเหล่านี้มันดึงเวลาของเราไปจากของสนุกที่สุด นั่นคือการ “แก้ปัญหาให้คนอื่น” ตอนนี้ AI กำลังมาลดเวลาในการลงแรง และคืนเวลาให้เราโฟกัสที่หัวใจของ UX จริงๆ นั่นคือการเข้าใจมนุษย์ (Empathy), การออกแบบพฤติกรรม (Behavior Design), การวางโครงสร้างระบบ (Systems Thinking), การทำ Conversation Design หรือการออกแบบปฏิสัมพันธ์ใน Application ให้ออกมาลื่นไหลที่สุด
เอาจริงๆ นะ ความสวยงามที่ได้มาง่ายๆ มันสร้างเสน่ห์ได้ยากมาก แต่การทำการบ้าน หรือการปั้นเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังการออกแบบต่างหากที่สร้างเสน่ห์ให้งานของเราได้จริง
ฝึกคิดเชิงโครงสร้าง ฝึกตั้งคำถามว่า ทำไม มากกว่า อย่างไร รักษารสนิยม และ ความใส่ใจในความรู้สึกของผู้คนเอาไว้ เพราะนั่นคือสิ่งที่ เป็นพื้นฐานของ “มนุษย์”

บทความต้นทาง
- Yuhki Yamashita. “What matters when anyone can build”. Figma Blog, 2026.
Comments